TV Online ทุกวันเวลา ๑๐.๐๐-๒๒.๐๐ น.

 ชมรมคนปลดหนี้ & ล้มบนกองฟูก
- ต้องการให้ช่วยแก้ปัญหาหนี้ ถูกทวงหนี้ นายจ้างเอาเปรียบ ถูกให้ออกจากงาน อยากล้มบนกองฟูก
- เราจะช่วยท่านปลดหนี้(ชักดาบ)ตามวิธีทางกฎหมาย

หนี้ บัตรเครดิต แก้ปัญหาหนี้ ชมรมปลดหนี้ ถูกทวงหนี้
  หน้าเว็บหลัก      หน้าหลักบอร์ด      ตั้งคำถาม      ค้นหา      สมัครเข้าชมรมคนปลดหนี้   
สมาชิกบอร์ด ออนไลน์ 24 ท่าน  
:: สมาชิกเข้าระบบ | ชื่อเข้าระบบ :: รหัสผ่าน :
:: ผู้ดูแลระบบ เฉพาะเจ้าหน้าที่ดูแลระบบเท่านั้น
ร่วมแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ ย้อนกลับ | ถัดไป
  • จะสู้คดีดอกเบี้ยเกินตามสัญญากู้คิดให้ดีๆ มาตรา 654 กู้ยืม ดอกเบี้ย จะแพ้ตาม ปวิพ. มาตรา 94 สืบพยานบุคคลแก้ไขเอกสาร

    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6167/2547

    โจทก์
        นางสาวรัตนา ชลมณีกุล
    จำเลย
        นายสมมาศหรือสมหมาย เภาจี๋

    กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
        ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 654 กู้ยืม ดอกเบี้ย
        ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา 94  สืบพยานบุคคลแก้ไขเอกสาร

        หนังสือสัญญาจำนองที่ดินข้อ 5 ระบุให้สัญญาฉบับนี้เป็น
    หลัก ฐานการกู้ยืมเงินด้วย และตามข้อ 1 ระบุว่า การกู้ยืมเงินระหว่าง
    จำเลยและโจทก์นั้นโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี
    ซึ่งไม่เกินไปกว่าที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654
    กำหนดไว้ การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่า ตกลงคิดดอกเบี้ย
    กันอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อ
    เปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้นำสืบ ตาม
    ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข)

    รายละเอียด
        โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 25ต4 จำเลยนำ
    ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1893
    ตำบลวัดสุวรรณ อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี (ต่อมาเปลี่ยนเป็น
    โฉนดเลขที่ 1747 ตำบลวัดสุวรรณ อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี)
    พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจำนองแก่โจทก์ เพื่อประกันการกู้ยืมเงินจำนวน
    1,000,000 บาท มีกำหนด 1 ปีคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี
    ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2534 จำเลยขึ้นเงินจำนองครั้งที่หนึ่ง
    อีก 2,000,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 3,000,000 บาท
    หลังทำสัญญาจำเลยไม่เคยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์บอกกล่าว
    บังคับจำนองโดยชอบแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ย
    อัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,000,000 บาท และ
    2,000,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยรับเงินไปในแต่ละครั้งเป็นต้น
    ไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้และไถ่ถอน
    จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1747 ตำบลวัดสุวรรณ อำเภอบ่อทอง
    จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 5,783,869.86 บาท
    พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 3,000,000 บาท
    นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระ
    หรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออก
    ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ
        จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตรา
    ร้อยละ 15ต่อปีตามสัญญาจำนอง แต่คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5
    ต่อเดือน จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เดือนละ 75, 000 บาท
    การคิดดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการขัดต่อกฎหมายจึงเป็นโมฆะ จำเลย
    ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนมกราคมและเดือนมีนาคม 2535
    รวมเป็นเงิน 150,000 บาท เมื่อการคิดดอกเบี้ยเป็นโมฆะจึงถือได้
    ว่าเป็นการชำระต้นเงินที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่ จำเลยจึงเป็นหนี้
    ต้นเงินโจทก์เพียง 2,850,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง
        ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,000,000
    บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 1,000,000
    บาท นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 และจากต้นเงิน
    2,000,000 บาท นับแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2534 เป็นต้นไป
    จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน
    2, 783, 869.86 บาท หากไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้
    ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1747 ตำบลวัดสุวรรณ อำเภอบ่อ
    ทอง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระ
    หนี้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
        จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
        ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน
        จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
    ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติ
    ได้ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์
    จำนวน 1,000,000 บาท โดยนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำ
    ประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1893 ตำบลวัดสุวรรณ อำเภอบ่อทอง
    จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการ
    กู้ยืมเงินรายนี้ด้วย ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2534 จำเลยได้
    ตกลงเพิ่มเงินที่จำนองอีก 2,000,000 บาท เงื่อนไขและข้อตกลง
    อื่นตลอดจนอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามสัญญาจำนองเดิม ราย
    ละเอียดปรากฏตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและบันทึกข้อตกลง
    ขึ้นเงินจำนองครั้งที่หนึ่ง เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 คดีมีปัญหา
    ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตรา
    ที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ข้อนี้ปรากฏตามหนังสือสัญญาจำนอง
    ที่ดิน เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 5 ระบุให้สัญญาฉบับนี้เป็นหลัก ฐาน
    การกู้ยืมเงินด้วย และตามข้อ 1 ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า การกู้ยืมเงิน
    ระหว่างจำเลยและโจทก์นั้นโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ
    15 ต่อปี ซึ่งไม่เกินไปกว่าที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
    654 กำหนดไว้ ดังนั้น เมื่อหนังสือสัญญาจำนองและบันทึกข้อตกลง
    ขึ้นเงินจำนองครั้งที่หนึ่ง เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 มีข้อความว่า
    จำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีไว้ชัดเจนแล้ว
    การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่า ตกลงคิดดอกเบี้ยกันอัตราร้อยละ
    2. 5 ต่อเดือน จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไข.
    ข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้นำสืบตามประมวลกฎหมายวิธี
    พิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามหนังสือ
    สัญญาจำนองและบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองดังกล่าว ที่ศาลล่าง
    ทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกา
    เห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
        พิพากษายืน
    (ประเสริฐ เขียนนิลศิริ ชวลิต ยอดเณร กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ)

    หมายเหตุ
        จำเลยให้การว่า ในการกู้ยืมเงิน โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตรา
    ร้อยละ 2.5 ต่อเดือน เป็นการขัดต่อกฎหมายเป็นโมฆะ ซึ่ง
    หากฟังได้ตามที่จำเลยให้การการคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว
    ย่อมต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
    พ.ศ. 2475 มาตรา 3 การกำหนดดอกเบี้ยก็จะตกเป็นโมฆะ
    ทั้งหมด มิใช่ว่าโจทก์จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ
    15 ต่อปีตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือสัญญากู้ยืมและจำนอง
    กรณีเช่นนี้เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างและขอนำสืบพยานบุคคล
    ว่าสัญญาหรือหนี้ในส่วนที่กำหนดดอกเบี้ยไม่สมบูรณ์ จำเลย
    จึงน่าจะนำสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
    มาตรา 94 วรรคท้าย (คำพิพากษาฎีกาที่ 1452/2511.
    5348/2540)ต่างกับกรณีที่หนังสือกู้ยืมระบุว่าคิดดอกเบี้ย
    อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งตกเป็นโมฆะ ผู้ให้กู้จะขอนำสืบ
    พยานบุคคลว่าความจริงคิดดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 15
    ต่อปี ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายหาได้ไม่ เพราะเป็นนำสืบพยาน
    บุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารต้องห้ามตามมาตรา 94 (ข)
    (คำพิพากษาฎีกาที่ 1680/2546)
        ไพโรจน์ วายุภาพ


    โดย : Administrator วัน-เวลา : 6 ธันวาคม 2553 | 21:17:35   From ip : 183.89.207.75

    ร่วมแสดงความคิดเห็น
    ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
    อีเมลล์ (E-mail) :
    แสดงความคิดเห็น :
    ภาพประกอบ :




    ** สูงสุด 6 ภาพ ต่อการโพส 1 ครั้งคะ ใช้ภาพที่เป็นสกุล .jpg, .gif, .png นะคะ ชื่อไฟล์ขอเป็นภาษาอังกฤษนะคะ

    รหัสอ้างอิง :

      


    http://www.thailawyer.net/ ให้คุณมากกว่าที่คุณคิด