TV Online ทุกวันเวลา ๑๐.๐๐-๒๒.๐๐ น.

 ชมรมคนปลดหนี้ & ล้มบนกองฟูก
- ต้องการให้ช่วยแก้ปัญหาหนี้ ถูกทวงหนี้ นายจ้างเอาเปรียบ ถูกให้ออกจากงาน อยากล้มบนกองฟูก
- เราจะช่วยท่านปลดหนี้(ชักดาบ)ตามวิธีทางกฎหมาย

หนี้ บัตรเครดิต แก้ปัญหาหนี้ ชมรมปลดหนี้ ถูกทวงหนี้
  หน้าเว็บหลัก      หน้าหลักบอร์ด      ตั้งคำถาม      ค้นหา      สมัครเข้าชมรมคนปลดหนี้   
สมาชิกบอร์ด ออนไลน์ 24 ท่าน  
:: สมาชิกเข้าระบบ | ชื่อเข้าระบบ :: รหัสผ่าน :
:: ผู้ดูแลระบบ เฉพาะเจ้าหน้าที่ดูแลระบบเท่านั้น
ร่วมแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ ย้อนกลับ | ถัดไป
  • เช่าซื้อรถยนต์ อายุความสัญญาเช่าซื้อ ๖ เดือนนับจากวันที่ผิดสัญญา , อายุความเรียกค่าขาดประโยชน์ ๑๐ ปี
    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6121/2545

    โจทก์
       
    บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
    จำเลย
       
    นายมนตรี ศิลปสม กับพวก

    กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
       
    ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
        มาตรา 193/30 , 391 , 563 , 572
        อายุความ ผลของการเลิกสัญญา อายุความผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่า เช่าซื้อ
        ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
        มาตรา 94
        สืบพยานบุคคลแก้ไขเอกสาร

        สัญญาเช่าซื้อระบุให้ผู้เช่าซื้อนำค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระไปชำระ ณ สถานที่ซึ่ง
    เป็นภูมิลำเนาของเจ้าของ จึงเป็นภาระหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อที่ต้องนำเงิน
    ค่างวดไปชำระ ณ สถานที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อ การที่จำเลยที่ 1
    นำสืบถึงข้อตกลงว่าพนักงานของโจทก์จะเป็นผู้ไปเก็บค่างวดแก่จำเลยที่ 1 เอง
    จึงเป็นการแตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในสัญญา เป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติม
    เอกสารสัญญาเช่าซื้อ ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) ประกอบ
    ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์
    จึงเป็นการผิดสัญญา สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันทันทีโดยเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อไม่ต้อง
    บอกกล่าวก่อน
        ฟ้องโจทก์ที่ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าขาดราคา
    ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปีตาม ป.พ.พ.
    มาตรา 193/30 เพราะมิใช่กรณีที่ผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่านั้น
    อันจะต้องใช้สิทธิฟ้องภายใน 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าตาม ป.พ.พ.
    มาตรา 563

    รายละเอียด
       
    โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1
    ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ในราคา 1,101,532.73 บาท ชำระในวัน
    ทำสัญญา 112,149.53 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระงวดละ 22,055 บาท รวม 48
    งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 กรกฎาคม 2538 และทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน
    จนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจาก
    ทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 3 ถือว่าสัญญาเลิก
    กันทันที แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์ให้โจทก์ ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540
    โจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนได้ในสภาพเสื่อมโทรมและเสียค่าติดตามนำรถยนต์กลับคืน
    เป็นเงิน 3,600 บาท โจทก์นำรถยนต์ออกขายได้ราคาเพียง 372,000 บาท ทำให้
    โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน
    839,660.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่า
    จะชำระเสร็จแก่โจทก์
        จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และโจทก์ตกลงกันว่าพนักงานของโจทก์
    จะมาเก็บค่างวดเช่าซื้อที่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เอง แต่โจทก์ไม่ได้ให้พนักงานมา
    เก็บค่าเช่าซื้องวดที่ 4 จำเลยที่ 1 ไม่ผิดสัญญา สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันทันที
    โจทก์ไม่มีสิทธิยึดรถยนต์คืน ขอให้ยกฟ้อง
        จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
        ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 462,000 บาท พร้อม
    ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2541
    ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
        จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
        ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
        จำเลยที่ 1 ฎีกา
        ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 21
    มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องจากโจทก์ในราคา
    1,101,532.73 บาท ชำระในวันทำสัญญา 112,149.53 บาท ส่วนที่เหลือผ่อน
    ชำระงวดละ 22,055 บาท เป็นเวลา 48 งวด โดยชำระทุกวันที่ 10 ของเดือน
    มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้ว
    จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ 2 งวด
        คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ผิด
    สัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ทางปฏิบัติจำเลยที่ 1 และโจทก์
    ตกลงกันว่า พนักงานของโจทก์จะมาเก็บค่างวดเช่าซื้อที่ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เอง
    แต่พนักงานของโจทก์ไม่มา จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ เห็นว่า
    ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ. 5 ข้อ 2 ระบุว่า ผู้เช่าซื้อจะนำค่าเช่าซื้อที่ค้าง
    ไปชำระ ณ สถานที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของเจ้าของตามกำหนดต่อไปนี้รวม 48 งวด
    เป็นเงิน 989,383.20 บาท โดยยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 งวดละ
    20,612.15 บาท ทุกวันที่ 10 ของแต่ละเดือน เริ่มตั้งแต่งวดวันที่ 10 กรกฎาคม
    2538 เป็นต้นไป ตามข้อสัญญาดังกล่าวกำหนดเป็นภาระหน้าที่ที่จำเลยที่ 1
    ผู้เช่าซื้อจะต้องนำค่างวดเช่าซื้อไปชำระ ณ สถานที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ผู้ให้
    เช่าซื้อ การที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า มีการตกลงกันว่าพนักงานของโจทก์จะไปเก็บ
    ค่างวด,เช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 เอง ซึ่งแตกต่างไปจากข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อ
    ดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมเอกสารสัญญาเช่าซื้อ อันเป็นการต้อง
    ห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ประกอบ
    ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1
    ดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องนำค่างวดเช่าซื้อไปชำระ ณ สถานที่
    ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อข้อ 2 เมื่อจำเลยที่1
    เบิกความรับว่าไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ จึงเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ตาม
    สัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ. 5 ข้อ 10 ที่ระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ
    งวดหนึ่งงวดใด ถือว่าสัญญาเลิกกันทันทีโดยเจ้าของไม่ต้องบอกกล่าวก่อน
    ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อที่สองมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง
    ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อไปหรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า
    สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงเมื่อโจทก์มายึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน
    จากจำเลยที่ 1 วันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 ดังนั้น การครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ
    ของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อจึงเป็นการครอบครอง
    ในฐานะผู้เช่าซื้อ จำเลอที่ 1 มิได้ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์แต่ประการใดนั้น เห็นว่า
    เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกันทันทีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระ
    ค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์จึงย่อมมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม
    แต่ไม่มี่ผลกระทบถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กันตามทบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมาย
    แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 การที่สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุด
    ลงแล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ตลอดมา โดยไม่ยอม
    ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่อาจเข้า
    ครอบครองและใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย
    ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 อันเป็นค่าขาดประโยชน์หรือ
    ค่าใช้ทรัพย์ของโจทก์ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ยังครอบครองทรัพย์ของโจทก์อยู่
    ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดประโยชน์เป็นเวลา 27 เดือน ตามที่โจทก์ขอ
    เป็นเงินเดือนละ 6,000 บาท ให้แก่โจทก์นั้นเหมาะสมแล้ว
        ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อที่สามมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง
    ค่าขาดราคารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปจากโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า
    เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โดยจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์แล้ว โจทก์
    ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาได้อีก เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.5
    ข้อ 10 ระบุว่า ภายหลังจากสัญญาเลิกกันแล้ว ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อมีสภาพหรือราคา
    ไม่คุ้มค่าเช่าซื้อที่ เหลืออยู่ ผู้เช่าซื้อจะชดใช้ให้เจ้าของจนครบถ้วน เมื่อข้อเท็จจริง
    ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 มิได้มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้าง
    ให้เห็นเป็นอย่างอื่นรับฟังได้ว่า โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1
    ตามใบรับมอบและแจ้งสภาพสินค้าเอกสารหมาย จ.7 แล้วนำออกขายโดยเปิดเผย
    ได้เงินจำนวน 372,000 บาท ตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีเอกสาร
    หมาย จ. 8 ทำให้โจทก์ยังขาดราคารถยนต์อยู่อีก ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาด
    ราคาได้ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 10
        ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์ที่ให้
    จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าขาดราคาขาดอายุความ
    หรือไม่ เห็นว่า การฟ้องเรียกค่าเสียหายทั้งสองกรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้
    โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
    มาตรา 193/30 เพราะมิใช่กรณีที่ผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่านั้น อันจะต้อง
    ใช้สิทธิฟ้องภายใน 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า ตามประมวลกฎหมายแพ่ง
    และพาณิชย์ มาตรา 563 ดังฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ ได้ความว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุด
    ลงวันที่ 10 กันยายน 2538 และโจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2541
    ฟ้องโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์
    พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น...
        พิพากษายืน

    (วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ - ไพศาล เจริญวุฒิ - สายันต์ สุรสมภพ)

    โดย : Administrator วัน-เวลา : 6 ธันวาคม 2553 | 21:07:11   From ip : 183.89.207.75

    ร่วมแสดงความคิดเห็น
    ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
    อีเมลล์ (E-mail) :
    แสดงความคิดเห็น :
    ภาพประกอบ :




    ** สูงสุด 6 ภาพ ต่อการโพส 1 ครั้งคะ ใช้ภาพที่เป็นสกุล .jpg, .gif, .png นะคะ ชื่อไฟล์ขอเป็นภาษาอังกฤษนะคะ

    รหัสอ้างอิง :

      


    http://www.thailawyer.net/ ให้คุณมากกว่าที่คุณคิด